จูงนางเข้าห้อง อาจารย์มนัส

จากหลวงพ่อไสว สู่ท่านอาจารย์มนัส คลังแสงพระเวทย์ 

ย้อนกลับไปในยุคช่วงพ.ศ.2530กว่าๆ หากเอ่ยนามพระเดชพระคุณหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม ในแวดวงวัตถุมงคลในยุคนั้นย่อมล้วนที่จะรู้จักท่านแทบทั้งสิ้น เพราะท่านเป็นพระเกจิผู้ทรงพระเวทย์วิทยาคมที่โด่งดังมากรูปหนึ่งในยุคนั้น วิชาที่โด่งดังของท่านมีมากมาย เช่น การตบทองลงนะเข้าหน้าผากด้วยมือเปล่า วิชายันต์หน้าพระ นะหน้านาง วิชาบัวบังใบ(ต้นตำรับ) วิชาสร้างคุณปลัดเสือโผนสาลิกา ยันต์จูงนางเข้าห้อง ฯลฯ

ท่านอาจารย์มนัส เล่าให้ฟังว่า ตัวท่านได้ฟังเรื่องหลวงพ่อไสวมา ว่าท่านเป็นผู้ทรงวิทยาคมมาก ท่านจึงเกิดความสนใจและได้เดินทางไปหาหลวงพ่อไสว ซึ่งสมัยนั้นหลวงพ่อไสวท่านยังไม่โด่งดัง ลูกศิษย์มากราบก็ยังไม่มากนัก โดยท่านได้ไปมาหาสู่หลวงพ่อไสวอยู่หลายครั้ง จนครั้งหนึ่งท่านได้ร่วมรับเป็นเจ้าภาพในการก่อสร้างเสนาสนะภายในวัด เป็นเงิน 50,000 บาท หลวงพ่อไสวท่านก็เลยเมตตามอบพระบูชาองค์ใหญ่ให้กับอาจารย์มาองค์หนึ่ง แต่ อ.มนัสกล่าวกับหลวงพ่อไสวว่า มีบางเรื่องที่ผมอยากได้ความเมตตาจากหลวงพ่อมากกว่าพระบูชาองค์นี้ครับ หลวงพ่อไสวก็ถามว่าต้องการสิ่งใดก็ให้บอกท่าน อ.มนัสจึงได้เรียนให้ท่านทราบตามตรงไม่อ้อมค้อมว่า ตัวท่านเองเป็นผู้สนในศึกษาในเรื่องวิชาไสยเวทย์ต่างๆ สิ่งที่อยากได้จากหลวงพ่อมากที่สุดก็คือ ขอเรียนสืบวิชาของท่าน ซึ่งหลวงพ่อไสวเองท่านก็ให้ความเมตตา มิได้ขัดข้องแต่ประการใด

อ.มนัสท่านเล่าว่า การเรียนกับหลวงพ่อไสวนั้น ท่านจะสอนโดยใช้วิธีพูดให้ฟัง ไอ้เราก็ต้องคอยจด แล้วทวนให้ท่านฟัง ส่วนยันต์บางยันต์หลวงพ่อท่านก็จะสอน โดยการเขียนให้ดู แล้วก็บอกว่าเสกยังไง เรียกสูตรยังไงเป็นต้น ซึ่งมียันต์ๆหนึ่งชื่อว่า "ยันต์จูงนางเข้าห้อง" ถือว่าเป็นยันต์ทางเสน่ห์เมตตาชั้นยอดของหลวงพ่อไสว โดยลูกศิษย์หลวงพ่อไสวหลายท่านมักนิยมใช้สักไว้ที่บั้นเอวหรือก้นกบ

อ.มนัสท่านว่า ยันต์จูงนางเข้าห้องนี้ มีอิทธิคุณตรงๆตามชื่อ คือเด่นด้านเสน่ห์เมตตารุนแรง จูงนางเข้าห้อง เข้าหอ เข้าประตูวิวาห์ แถมยังเป็นนะจังงังอีกด้วย แต่อาจารย์มนัสท่านว่ายุคปัจจุบัน บางคนไม่นิยมสักลงบนร่างกาย และหลวงพ่อไสวเอง สมัยนั้นท่านก็เคยบอกว่า ถ้าอาจารย์มนัสไม่ชอบแนวทางสักยันต์ ตัวยันต์จูงนางเข้าห้องนี้ สามารถทำเป็นวัตถุมงคลก็ได้ ใช้ตัวเรียก ตัวปลุกตัวเดียวกัน และเมื่อปลุกเสกแล้วก็จะมีอิทธิคุณเหมือนการสักทุกๆประการอีกด้วย

ปล.ในภาพเป็นยันต์วิชาจูงนางเข้าห้องบางส่วน ที่ท่านอ.มนัส ร่ำเรียนและจดบันทึกมาจากหลวงพ่อไสว วัดปรีดารามสมัยนั้น

 โดยปกติยันต์จูงนางเข้าห้องนี้จะนิยมใช้สัก(สักต่ำกว่าเอวลงไป) แต่มาครั้งนี้อ.มนัสท่านได้สร้างออกมาเป็นลักษณะเครื่องรางเนื้อผง เพื่อง่ายต่อการพกพา โดยยังยึดคติเดิมคือสามารถพกพาไปได้ทุกที่ ไม่มีเสื่อมถอย แขวนต่ำกว่าเอว ใส่กระเป๋ากางเกงได้ทุกประการ ขอว่าอย่าไปทำหายเป็นพอ

โดยรูปลักษณ์ด้านหน้า เป็นรูปชายหนุ่มจูงมือกับหญิงสาว พากันก้าวเท้าเดินผ่านม่านประตูวิวาห์ที่เป็นซุ้มดอกรัก อาจารย์ท่านว่า ย่อมสื่อความหมาย ถึงการได้พบกับความรักอันสุขสมภิรมย์ใจ แล้วก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความชื่นมื่นไม่หมองมัว เรียกว่าก้าวหน้าไปหาความสุขทางโลกียะที่ไม่มีวันสิ้นสุด ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาในชีวิตแทบทั้งสิ้น

ส่วนด้านหลังนั้น ท่านอาจารย์ให้ใส่ยันต์จูงนางเข้าห้องกำกับเอาไว้(แบบถอด) เพื่อสืบทอดตำราหลวงพ่อไสว และเป็นการอาศัยอำนาจแรงครูกรึงมนต์วิชาไว้มิให้เสื่อมถอยอีกด้วย

ในด้านอิทธิคุณนั้น มีความเชื่อถือสืบๆกันมาว่า เด่นด้านเสน่ห์เมตตา มหาจังงังโดยตรง สามารถใช้ได้ทุกเพศสภาพไม่มีข้อห้ามอันใด ไม่ใช่จะใช้ได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงเองก็สามารถเอาไปอธิษฐานสะกดใจคนรักหรือหนุ่มๆได้เช่นกัน อันรูปนามชาย-หญิงในวัตถุมงคลเป็นเพียงรูปที่สมมติขึ้นแทนความสมดุลย์ของความรักในโลกใบนี้เท่านั้น ที่ต้องมีเพศหญิง กับเพศชายคู่กัน

ส่วนคนที่กำลังโสดก็เชื่อว่าจะได้พบและมีคู่รักที่ถูกใจในไม่ช้า ในส่วนท่านที่มีคู่อยู่แล้ว ด้วยอำนาจแห่งมนต์วิชา ย่อมอาจทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาดึงดูดเข้ามาพัวพัน อันนี้ก็ขอให้ท่านก็ใช้สติพิจารณาไตร่ตรอง เรื่องควรไม่ควรเอาเองเถิด แม้นจะอธิษฐานไปในทางเมตตา เจรจาค้าขายด้วยอำนาจแห่งมนต์จูงนางนี้ ย่อมนำมาซึ่งความสมปรารถนาทุกๆประการแลฯ

ในด้านเนื้อหามวลสารของ เครื่องรางจูงนางเข้าห้องนั้น ได้พิถีพิถันบรรจงคัดสรรค์จัดมาแบบว่าทีเด็ดทั้งสิ้น ซึ่งพอจะบอกเล่าได้ดังนี้

-ว่านจูงนางจำนวนมาก โดยทำการพลีแบบเฉพาะในลักษณะโจรา ที่ขโมยเอาดวงจิต เพื่อหวังนำมาพิชิตดวงใจ แล้วจึงนำมาเสก จากนั้นจึงนำไปบด เพื่อทำเป็นมวลสารหลัก เชื่อกันว่าแม้นว่านจูงนาง หากทำดี พลีถูก แม้นนำมาบูชาก็ยังเกิดอิทธิคุณทางมหาเสน่ห์ นะจังงัง โดยมิต้องเสกแต่ประการใด

-ว่านช้างประสมโขลง ผงรักซ้อน และว่านเสน่ห์เมตตาอีกจำนวนมาก

-ผงอิทธิเจ ผงมหาละลวย ของท่านอ.มนัส ซึ่งผงนี้ขึ้นชื่อลือชาว่า หวานเจี๊ยบจริงๆ

-ผงขมิ้นกับปูนเสก ดั่งคำเปรียบเปรยแต่โบราณ อันแม้นศรศิลป์ไม่กินกัน ไม่ชอบขี้หน้า ไม่ถูกคอ ไม่พอใจ ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นที่รักใคร่เสน่หา

-ผงยันต์เรียงหมอน ดีทางผูกรัดมัดจิต ให้พิศวาทหลงใหล

-ผงยันต์ลบสูตรจูงนางเข้าห้อง เป็นผงบังคับที่ใช้สำหรับผสมทำจูงนางเข้าห้องรุ่นนี้

-สีผึ้งจูงนางและน้ำมันจูงนางของพระเกจิสมัยเก่าแห่งเมืองบุรีรัมย์

-น้ำมันคนหลงทั้งโลกา ฯลฯ

ในส่วนตะกรุดที่ใช้บรรจุนั้น ได้ทำการลงยันต์นะเสน่หา และยันต์จูงนางกำกับไว้ทุกอัน

อันเครื่องรางจูงนางเข้าห้องของอ.มนัสครั้งนี้นับว่าเป็นรุ่นแรก ซึ่งตัวท่านอาจารย์นั้นมีความตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่จะทำและปลุกเสกไว้ให้เป็นตำนานด้านมหาเสน่ห์ที่เลื่องลือเหมือนขุนแผนมนต์หินแตกของท่านที่ผ่านมา วันนี้ใคร่ขอนำภาพมาให้ชมด้านหน้า-ด้านหลังและเนื้อหามวลสารชัดๆของ เครื่องรางจูงนางเข้าห้อง ในแบบต่างๆกัน ดังนี้

1.จูงนางเข้าห้องแบบพิเศษ ตัวครู เป็นเนื้อที่แก่มวลสารทุกชนิดแบบเข้มข้นโดยเฉพาะผงอิทธิเจ ผงมหาละลวย และผงจูงนาง ด้านหน้าฝังตะกรุดทองคำแท้ 1ดอก ตะกรุดเงินแท้ 1ดอก เรียกได้ว่าแรงครบจบในองค์เดียว

2.จูงนางเข้าห้อง แบบกรรมการ จะเป็นแบบผงผสม ด้านหลังฝังด้วยตะกรุดสีเงิน 2ดอกกำกับไว้

ตะกรุดที่ลงกำกับไว้ในจูงนางเข้าห้องนั้นคือ ตะกรุดนะเสน่ห์หาซึ่งมีฤทธิ์ทางเสน่ห์หา ดึงดูดให้คนที่พบเกิดความเมตตา รักใคร่ หลงใหลในตัวเรา ส่วนตะกรุดอีกดอกหนึ่งลงยันต์จูงนางกำกับไว้ ซึ่งยันต์นี้ในตำราว่าไว้ เป็นดั่งนะจังงัง นะงงงวย แม้นเราเจรจาพาทีอันใดไป ไม่ว่าใครก็ดั่งเหมือนต้องมนต์สะกด อุปมาดั่งจะลาก จะจูงไปทางใด ย่อมไม่มีจิตใจต้านทานขัดขืนแต่ประการใด

อ.มนัสท่านว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีคุณและโทษ จูงนางเข้าห้องของท่านก็เช่นกัน ผู้นำไปบูชาขอให้ใช้แบบมีสติ แล้วชีวิตก็จะได้ไม่วุ่นวาย 

ในพิธีการปลุกเสกของท่านอาจารย์นั้น ได้ประกอบพิธีขึ้นที่บ้านของท่านเอง โดยก่อนปลุกเสกท่านได้บอกกล่าวอัญเชิญครูบาอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของวิชา โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อไสว วัดปรีดารามเป็นที่สุด ได้โปรดเมตตาลงมาประสิทธิ เครื่องรางจูงนางเข้าห้องทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้านี้ ให้มีความเข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์ อิทธิคุณดุจเดียวกับครูบาอาจารย์และหลวงพ่อไสวได้ทำไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ทุกๆประการ

แล้ว อ.มนัสท่านก็เข้าสมาธิจิต ตั้งธาตุ หนุนธาตุ เรียกรูป เรียกนาม เรียกอาการ32 ให้มาจุติบังเกิดเป็นคู่จูงนาง ชาย-หญิง จากนั้นท่านจึงได้ปลุกเสกพระเวทย์ไสยาคมตามตำราอัดพลังลงไป โดยท่านว่า ท่านได้ทำการซ้อนวิชาสำทับลงไปอีก จนเห็นว่ากองวัตถุมงคลบังเกิดแสงสว่างโชติช่วง และมีอุคคหนิมิตที่เพ่งดูแล้วเป็นไปตามสายวิชาจูงนาง ท่านจึงได้หยุดเสกเพราะถือว่าได้ถึงซึ่งวิชา พร้อมกับยกมือไหว้วันทาครูบาอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของท่าน แล้วจึงประพรมน้ำมนต์เพื่อประสิทธิเตเป็นอันจบพิธี ซึ่งกินเวลาร่วม 2 ชั่วโมงที่ อ.มนัสท่านนั่งเสกแบบไม่ไหวติงแบบนั้น

**ท่านเมตตาอธิบายเพิ่มว่า ถ้าเครื่องรางของขลัง หากมวลสารดี ชนวนดี แล้วจิตผู้เสกดี มันจะสำเร็จไว เสกได้แบบไหลลื่น คล้ายภาชนะที่รองรับดี ไม่มีรูรั่ว เปิดน้ำใส่เข้าไป แป๊ปเดียวมันก็เต็มเช่นนั้นแลฯ

ในส่วนของ เครื่องรางจูงนางเข้าห้องแบบพิเศษ ตัวครู ตัวทีเด็ดนั้น ท่านได้เมตตานำสุดยอดสีผึ้งมหาเสน่ห์รัญจวนจิตเจิมกำกับ เพื่อเสริมกำลังฤทธิ์ไว้ทุกๆคู่อีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้เอาให้สุดเลยทีเดียว

ท่านอาจารย์มนัสเมตตาเขียนคาถากำกับที่ใช้สำหรับสวดปลุกเครื่องรางจูงนางเข้าห้องของท่านมอบให้มา ท่านเมตตากล่าวประสิทธิเตให้กับทุกคน ที่นำไปบูชา ขอให้สำเร็จตามที่นึก ที่ปรารถนา ให้เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งแผ่นดิน มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และร่ำรวยทุกๆคน

หมายเหตุ-เครื่องรางจูงนางนี้ หลายๆท่านยังสงสัย ว่าผู้หญิงหรือเพศสภาพต่างๆอย่างอื่นสามารถใช้ได้ไหม ตอบเลยนะครับว่าได้ ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ อยู่ที่แรงอธิษฐานว่าเราจะขอไปในทางไหน รูปลักษณ์ที่ปรากฎในวัตถุมงคลเป็นการสืบทอดตำราวิชาไว้เท่านั้น

โดยจูงนางเข้าห้อง ที่จะเปิดให้จอง มี 2แบบ คือ(มีคาถากำกับจำเพาะให้ทุกรายการ)

1..จูงนางเข้าห้องแบบพิเศษ ตัวครู เป็นเนื้อที่แก่มวลสารทุกชนิดแบบเข้มข้นโดยเฉพาะผงอิทธิเจ ผงมหาละลวย และผงจูงนาง ด้านหน้าฝังตะกรุดทองคำแท้ 1ดอก ตะกรุดเงินแท้ 1ดอก ขนาด 2.5*3.5ซม. มีจำนวน 59 ตน

2.จูงนางเข้าห้อง แบบกรรมการ จะเป็นแบบผงผสม ด้านหลังฝังด้วยตะกรุดสีเงิน 2ดอกกำกับไว้ ขนาด 2.5*3.5ซม. มีจำนวน 249 ตน 

 

Visitors: 3,638