ไทย

ท่านอาจารย์ฆราวาสผู้เป็นดั่งตำนาน มีอาวุโสสูงในสายวิชายันต์เกราะเพชร ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มากันครับ เรามาติดตามดูกันว่า อาจารย์ปู่ของแอดมินท่านนี้เป็นใครกัน?

-อาจารย์ปู่ท่านเคยบวชเรียนได้เป็นถึงพระครู สร้างวัด และบูรณะมาแล้วมากมายหลายวัด

-ขณะดำรงค์สมณะเพศ ได้เป็นพระอุปัชฌาย์บวชพระมามากกว่า 300รูป

-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยทรงใส่บาตรอาจารย์ปู่(ขณะดำรงค์สมณะเพศ) เมื่อปีพ.ศ.2524 ที่วัดโพธิ์ และอาจารย์ปู่ก็ได้ทูลเกล้าถวายตะกรุดพระเจ้า16พระองค์ และเหรียญพระสามห่วงอันมากประสบการณ์

-ปี2518 อาจารย์ปู่(ขณะดำรงค์สมณะเพศ) ได้ขึ้นทูลเกล้าถวายผ้ายันต์ปัดที่นอนและตะกรุดพระเจ้า16พระองค์ แก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ

-ปี2523 อาจารย์ปู่(ขณะดำรงค์สมณะเพศ) ได้ขึ้นทูลเกล้าถวายผ้ายันต์ปัดที่นอนและตะกรุดพระเจ้า16พระองค์ แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

-นายเกรียงศักดิ์ ชมนันท์(อดีตนายก) นายสมัคร สุนทรเวศ(อดีตนายก) พลเอกสายหยุด เกิดผล) และนายทหารข้าราชการตำรวจระดับสูงหลายท่านสมัยนั้น ล้วนเคยเป็นลูกศิษย์ของท่าน

-อาจารย์ปู่ให้โชคแม่นยำ 3 งวดซ้อน(ถ้าใครได้ติดตามมาตั้งแต่เพจปิยะวาเส มารักกูเซ่ https://www.facebook.com/piyawaase?fref=ts จะทราบเป็นอย่างดี)

อาจารย์ปู่ท่านนี้นับได้ว่าเป็นอาจารย์ เป็นครูผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอันไม่มีประมาณ รักลูกศิษย์ทุกคนดั่งลูกในอุทร ไม่เคยเลือกยากดีมีจน ดุจดั่งช้างเผือกที่แฝงตัวเร้นกาย อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิษย์มาแล้วมากมายหลายคน และอาจารย์ปู่ของแอดมินท่านนี้ ท่านมีนามว่า "อาจารย์ปู่บุญมา" ครับ

**ชีวิตอาจาร์ปู่ในวัยเยาว์**(ตอน 1)

ท่านอาจารย์ปู่บุญมา ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ.2466 ในวัยเด็กของท่าน ตั้งแต่จำความได้ก็คลุกคลีผูกพันอยู่ในแวดวงไสยเวทย์ตั้งแต่ยังเล็ก ท่านเล่าว่าสมัยเด็กๆพอเริ่มจำความได้ ก็จะเห็นคุณปู่ คุณตา รักษาโรคให้คนทั่วไปที่เดือดร้อน คนที่ไม่มีสตางค์เรียกว่าแบกหามกันมาให้รักษาที่บ้านของท่านด้วยวิชาอาคม ตั้งแต่เป่าน้ำมนต์พ่นน้ำหมาก เสกปูน สูญฝีรักษาโรค ถากไม้ สับไม้รักษาเรื่องปวดต่างๆ พอท่านเห็นมากๆเข้าก็ยิ่งมีความสนใจว่าทำไมโรคต่างๆเหล่านี้ถึงหายได้จากการท่องคาถา ท่านจึงได้ขอเรียนวิชาเหล่านี้กับคุณพ่อ คุณตา และคุณปู่ของท่านเอง ทั้ง 3ท่านนี้จึงถือได้ว่าเป็นครูคนแรกของท่านทางไสยเวทย์

พออายุท่านได้ 6ปีท่านก็ได้ไปใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดที่วัดประดู่ บางพรหม เริ่มเรียนอักขระวิถีต่างๆ พออายุได้ 9ปี พ.ศ.2475 ก็เริ่มเรียนพระคัมภีร์มูลกัจจายน์ และเรียนหนังสือที่วัดศาลาแดง ครั้นพออายุท่านได้ 16ปี ท่านก็ไปทำงานที่กรมอู่ทหารเรือ ทำงานรถไฟที่หัวลำโพง ในช่วงตอนนั้นถือได้ว่าท่านมีใจฝักใฝ่ด้านไสยเวทย์ยวิทยานมากๆ หากได้ยินว่ามีครูบาอาจารย์ที่ไหนดี ที่ไหนเก่ง ท่านก็จะตระเวนไปขอร่ำเรียนมา อย่างละตัว สองตัวบ้างตามแต่ครูบาอาจารย์ท่านนั้นจะถนัดทางไหนและให้วิชาอะไรท่านมา อาจารย์ปู่บุญมาท่านพูดกับผมว่าครูบาอาจารย์ของปู่มีเยอะมาก จำไม่หมดจริงๆ

หลังจากนั้นท่านก็ไปทำงานกรมชลประทาน ไปประจำอยู่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ท่านเล่าว่าปู่ไปทำงานที่เมืองกาญนี่นะ สมัยนั้นไปทำอยู่กะพวกญี่ปุ่น ท่านเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ทหารญี่ปุ่นอนุญาติให้เข้าไปในค่ายทหารของเขาได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ แล้วเวลาเข้าไป ทหารญี่ปุ่นก็จะเลี้ยงดูหาข้าว หาปลาให้กินเป็นอย่างดี มาถึงตรงนี้ผมเรียนถามท่านว่าเพราะอะไร ทำไมทหารญี่ปุ่นจึงดีกับอาจารย์ปู่จัง? ท่านได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า คงโดนนะมหาละลวย มหานิยมของปู่ไปซะละมั๊งแล้วท่านก็หัวเราะ..หึหึ


**ภาพเก่าเล่าอดีตอาจารย์ปู่**

ภาพนี้ถ่ายเมื่อปีพ.ศ.2524 ที่วัดโพธิ์ตามที่อาจารย์ปู่ได้รับคำเชิญจากอดีตนายกเกรียงศักดิ์ ชมนันท์ เป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงใส่บาตรอาจารย์ปู่ เมื่อครั้งยังดำรงค์สมณะเพศ และอาจารย์ปู่ก็ได้ทูลเกล้าถวาย ผ้ายันต์ปัดที่นอนผืนพิเศษ ตะกรุดพระเจ้า 16 พระองค์ดอกพิเศษ(ตำราหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก)และเหรียญสามหู(มีประสบการณ์มากตอน ผกค.)

นี่คือภูมิหลังบางส่วนของท่านอาจารย์ปู่บุญมา

**จะขอบวชจนสิ้นพ่อ-สิ้นแม่**(ตอน 2)

หลังจากท่านอาจารย์ปู่บุญมาไปทำงานอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีได้หลายปี จนท่านมีอายุครบบวช ท่านจึงกลับมาภูมิลำเนาและเข้าอุปสมบทที่วัดโพธิ์ บางระมาด กรุงเทพฯ โดยมีหลวงพ่อวงศ์ วัดมะกอก เป็นพระอุปัชฌาย์ มีหลวงปู่นวล วัดโพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จันทูปโม” โดยท่านอาจารย์ปู่ ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานในการบวชครั้งนี้ต่อครูบาอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ว่า “จะขอบวชจนสิ้นพ่อ สิ้นแม่” เมื่อท่านบวชแล้ว ท่านก็ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระคุณหลวงปู่นวล (หลวงปู่นวลรูปนี้ถือเป็นศิษย์ระดับหัวกะทิ ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ให้ความเมตตามาก ผู้เขียนจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป)

ในเวลากลางวันอาจารย์ปู่ท่านก็จะไปเรียนนักธรรม พอตกกลางคืนก็จะไปปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่นวล ท่านว่านวดไป2-3ชั่วโมง พอหลวงปู่นวลอารมณ์ดี ท่านก็จะให้คาถามาท่อนนึง ซึ่งบางทีคาถาบทนึง ต้องใช้เวลาถึง 5 คืนหลวงปู่นวลถึงจะให้หมด บางครั้งหลวงปู่นวลก็จะให้คัมภีร์ ตำรับ ตำราอาจารย์ปู่ไปทีละเล่ม พอกลับมาจากกุฏิหลวงปู่นวล อาจารย์ปู่ท่านก็จะเร่งอ่าน เขียน ลอกตำราเหล่านั้น ด้วยความตั้งใจ และในวันถัดไปท่านก็จะไปท่อง เขียนให้หลวงปู่นวลดู จนหลวงปู่นวลเองท่านพอใจในความตั้งใจเรียนของอาจารย์ปู่มาก

**หลวงปู่นวล อาจารย์ผู้ประเสริฐ** (ตอน 3 )

และในคืนวันหนึ่ง อยู่ในช่วงพรรษาแรก ก็มีพระรูปนึงมาหาท่านอาจารย์ปู่ พร้อมกับขอให้ท่านสักยันต์ให้ ตัวท่านเองก็บ่ายเบี่ยงว่าสักไม่เป็น ไม่มีวิชาอะไร ตกคืนถัดมา พระรูปนั้นก็มาอีก พร้อมพระรูปอื่นและเณรอีก2-3คน คราวนี้ไม่มาเปล่า ถือทั้งเข็มสักและน้ำหมึกมาด้วย รบเร้าท่านให้สักให้ อาจารย์ปู่เห็นดังนั้นและทนการรบเร้าไม่ไหว จึงได้สักตัวเฑาะว์ ซึ่งเป็นยันต์ครูของหลวงปู่นวลให้ไป (ตรงนี้อาจารย์ปู่เล่าให้ฟังว่า ก็เอาเข็มแทงๆไปล่ะ ออกจะไม่สวยด้วย เพราะไม่เคยสัก)หลังจากสักเสร็จ พอพระรูปนั้นลากลับ ขณะที่เปิดกุฏิออกไป มีพระอีกรูปนึงรออยู่ข้างนอกจัดแจงเอามีดแทงเข้าสีข้างพระรูปที่เพิ่งสักไปทันทีดัง บึก! บึก! ปรากฏว่าแทงไม่เข้า เท่านั้นแหละคราวนี้พระเณรที่มาด้วยต่างพากันขอให้อาจารย์ปู่สักให้บ้างกันเป็นแถวเลย

พอย่างเข้าพรรษาที่ 3 ท่านก็รู้สึกว่าเริ่มผ้าเหลืองร้อน ใจอยากจะสึกออกไปช่วยพ่อ ช่วยแม่ที่บ้านและก็ท่องเที่ยวไปตามประสาวัยรุ่น ท่านเลยไปขอลาสึกกับหลวงปู่นวล แต่ทุกครั้งหลวงปู่นวลจะบอกปัดท่านว่า ไม่มีฤกษ์สึกบ้าง ไม่ว่างบ้าง สึกแล้วไม่ดีบ้าง จนอาจารย์ปู่ท่านรู้ดีว่าถ้าไปขอกับหลวงปู่นวลตรงๆท่านคงไม่ยอมให้สึกแน่ จึงได้ใช้วิธีแอบไปกับหมู่คณะที่จะสึก ซึ่งมีจำนวนหลายรูป โดยอาจารย์ปู่ท่านนั่งแอบอยู่แถวข้างหลัง ปรากฏว่าพอหลวงปู่นวลเห็นเท่านั้นแหละ ถึงกับเอ็ดตะโลว่าท่านทันที แถมไล่ไม่ให้สึกอีกด้วย

จนอยู่มาวันหนึ่งหลวงปู่นวลติดแขกที่มาหามากมาย เลยไม่ว่างไปอาบน้ำมนต์ให้กับโยมที่มารออยู่ จึงได้ให้เณรไปตามอาจารย์ปู่มาหา และก็บอกว่า “คุณมา คุณไปอาบน้ำมนต์ให้โยมที่รอแทนผมที” อาจารย์ปู่ได้แต่อึกอัก หลวงปู่นวลจึงบอกว่า คาถาอาคม พระเวทย์ต่างๆก็เรียนแล้ว เมื่อเรียนแล้วก็ต้องเอาจริง ทำให้จริง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาอาจารย์ปู่เลยมีหน้าที่เพิ่มคือ คอยอาบน้ำมนต์ให้กับญาติโยมแทนหลวงปู่นวล

อาจารย์ปู่มักจะพูดกับผู้เขียนเสมอว่า หลวงปู่นวลนั้นท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐที่สุด ท่านไม่เคยกดลูกศิษย์ไว้ คนไหนมีแววได้ดี ท่านจะส่งเสริมและบอกเสมอว่าต้องให้เก่งกว่าอาจารย์ เก่งกว่าหลวงปู่ให้ได้ ท่านอาจารย์ปู่บุญมาอยู่เรียนวิชากับหลวงปู่นวลได้ 8ปี 1เดือน 12วัน ท่านก็มีเหตุที่ต้องย้ายวัดไป...

.**หลวงปู่นวล พระอาจารย์ผู้ประเสริฐยิ่งของอาจารย์ปู่บุญมา** (ตอน4)

พระครูโพธิสารคุณ(นวล )เกิดวันที่26กรกฎาคม2432 บิดา มารดาชื่อ นายพลู นางทรัพย์ สุดใจแจม. มีพี่น้อง 10คน วัยเด็กเรียนที่วัดสุทัศน์ฯต่อมารับราชการยศนายดาบ ผู้บังคับหมวดทหารปืนใหญ่ที่๑ รักษาพระองค์ ถึงพ.ศ.2471ท่านป่วยจึงขอให้หลวงพ่อปาน วัดบางนมโครักษาจนหายขาดและใด้ฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ พุทธาคม การทำผงวิเศษ การลงยันต์เกราะเพชร 5ปีเต็มถึงพ.ศ.2474

ท่านใด้อุปสมบทที่วัดโพธิ์บางระมาด หลวงพ่อ พลอย วัด่งิน เป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อนิ่ม วัดโพธิ์ และหลวงพ่อผาด วัดทองเป็นพระกรรมวานุสาวนาจารย์พ.ศ.2482 ได้เป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิ์ ท่านใด้พัฒนาวัดให้เจริญเป็นอันมากจัดหาที่ดิน4ไร่2งานสร้างโรงเรียนมัธยม ปฏิสังขรณ์อุโบสถขึ้นใหม่ทั้งหลัง สร้างวิหาร2ชั้น ถนน กำแพง ฯลฯ

ส่วนพระเครื่องท่านสร้างประมาณพ.ศ.2482ถึงพ.ศ.2502ท่านจะพระครั้งไม่มากเพราะจะต้องลงเหล็กจารย์ยันต์แบบต่างๆด้านหลังขององค์พระ(จะเห็นได้ว่าหลวงพ่อมีความละเอียดมีความตั่งใจในการสร้างพระ)ส่วนเนื้อพระท่านทำจากผงยันต์เกราะเพชร ผงของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ว่านต่างๆ และยังนิมนต์หลวงพ่อจงปลุกเสกด้วย เหรียญของท่านมีรุ่นเดียวสร้างพ.ศ.2502รูปสี่เหลี่ยมหลวงพ่อนวลยืนคู่กับหลวงพ่อหวล วัดพิกุล

สมณศักดิ์พ.ศ.2482 เป็นพระครูสมุห์ พ.ศ.2483 เป็นพระครูสังฆรักษ์ พ.ศ.2496 เป็นพระครูสัญญาฐัตรชั้นตรี(พระครูดพธิสารคุณ) พ.ศ.2507 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท(ในราชทินนามเดิม)ถึงพ.ศ.2509หลวงพ่อได้มรณภาพเมื่อวันที่9 เมษายนพ.ศ.2509ศิริอายุ 78ปี พรรษา36 พรรษา ปรกครองวัดโพธิ์ 31 ปี

พระครูโพธิสารคุณ(หลวงปู่นวล)วัดโพธิ์ บางระมาด ตลิ่งชันท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปานวัดบางนมโคที่หลวงพ่อปานไว้วางใจมากที่สุด หลวงพ่อนวลท่านได้เรียนวิปัสสนากรรมฐาน คาถาอาคมวิชาแพทย์สมุนไพรร่วมไปถึงการเขียนและลบยันต์เกราะเพชรจนเชี่ยวชาญและชำนาญ เมื่อชาวบ้านแถววัดโพธิ์บางระมาดมาขอพระภิกษุเพื่อไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลวงพ่อปานจึงส่งท่านไปช่วยพัฒนาวัดโพธิ์ที่ทรุดโทรมจนรุ่งเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง ท่านได้สร้างพระเนื้อผงออกน้ำมันขึ้นมาหลายพิมพ์โดยใช้ผงวิเศษที่ท่านลบขึ้นมาผสมกับผงยันต์เกราะเพชรและผงวิเศษที่ไปขอหลวงพ่อปานผู้เป็นอาจารย์เมื่อกดพิมพ์พระและตากแห้งหมาดๆแล้วท่านจึงได้จารอักขระเลขยันต์ลงที่ด้านหลังทุกองค์จำนวนการสร้างน้อยและหายากแทบถูกคนหลงลืมไปแล้วว่าในอดีตแถบบางระมาด ตลิ่งชันมีสมเด็จที่ขึ้นชื่อว่าเมตตาและแคล้วคลาดเป็นเลิศ

Cr-เพจหลวงปู่นวล

**หลวงพ่อโชติ รับอาจารย์ปู่บุญมาเป็นศิษย์** ( ตอน5 )

อาจารย์ปู่เมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าในสมัยก่อนตอนยังบวชอยู่ นอกจากท่านจะเรียนจากหลวงปู่นวลแล้ว ท่านก็ยังเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ท่านอื่นอีกมากมาย สมัยนั้นหลวงพ่อโชติ วัดตะโนเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ขึ้นชื่อว่าเรืองอาคมมาก หลวงพ่อโขติท่านเป็นพระดุ ออกไปทางนักเลงวัตถุมงคลของท่านที่สร้างชื่อและชึ้นชื่อลือชาในสายบู๊ก็คือเชือกคาดเอว อาจารย์ปู่ท่านจึงดั้นด้นเดินทางไปหา โดยใช้วิธีการเดินเท้า เดินออกจากวัดโพธิ์ บางระมาด เดินลัดเลาะสวนมะพร้าวไปเรื่อยๆ ท่านว่าสะดุดล้มบ้าง ลื่นบ้างไปตามประสา กว่าจะไปถึงวัดตะโน(ซอยจรัญสนิทวงศ์13ในปัจจุบัน)

ครั้นไปถึงวัดทราบว่าหลวงพ่อโชติท่านอยู่ อาจารย์ปู่บุญมาท่านก็จัดแจงแต่งพานครูดอกไม้ธูปเทียน ขึ้นไปพบหลวงพ่อโชติที่กุฏิ
หลวงพ่อโชติท่านเห็นหน้าอาจารย์ปู่เข้าก็ถามว่า (ตอจากนี้เป็นบทสนทนาของทั้ง2ท่าน ที่อาจารย์ปู่เมตตาเล่าให้ฟัง)

หลวงพ่อโชติ : เอ้า!มาทำไม..
อาจารย์ปู่ : คือกระผมอยากจะมากราบขอเรียนวิชาเชือกคาดกับ
หลวงพ่อครับ (พร้อมยื่นพานครูให้)

หลวงพ่อโชติ : (เริ่มหงุดหงิด) มารง มาเรียนอะไรกัน เห็นไอ้คนนั้นก็มา คนนี้ก็มา อยากจะเรียน บางคนเขียนขอมยังไม่เป็นเลย เสือกอยากจะมาเรียน แล้วเอ็ง !เขียนขอมได้รึ??
อาจารย์ปู่ : ผมพออ่านออกเขียนได้ งู งู ปลา ปลาครับ

หลวงพ่อโชติ : แล้วเอ็งท่องสูตรพวกคัมภีร์มูลกัจจายน์ได้รึป่าวล่ะ
อาจารย์ปู่ : (คิดในใจ เข้าทางเลย ) แล้วท่านก็ท่องให้คัมภีร์มูลกัจจายน์ให้หลวงพ่อโชติฟัง ............

หลวงพ่อโชติ : (ตบเข่าท่าน) เฮ๊ย เฮ๊ย ไอ้แบบนี้ ไม่ใช่งูงู ปลาปลาแล้ว มัน งูเห่า!! นี่หว่าเอ็งน่ะ เอ้า เอาก็เอา ข้าจะสอนให้

หลังจากนั้นอาจารย์ปู่ก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาเชือกคาดเอว จากหลวงพ่อโชติ และยังได้วิชาไปอีกหลายอย่าง และท้ายสุดหลวงพ่อโชติยังได้สักอักขระวิชาสำคัญทิ้งไว้ให้ที่ท้องแขนด้านซ้ายท่านอาจารย์ปู่อีกด้วย..

**สัจจะวาจา ขอบวชจนสิ้นพ่อ สิ้นแม่** ตอนที่6
ท่านอาจารย์ปู่บุญมา ได้บวชและอยู่ที่วัดเทพพลเรื่อยมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2498 ได้ทำนุบำรุงพระศาสนาตามหน้าที่สมภารเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี นำความเจริญไฟฟ้าน้ำประปาเข้าวัด เป็นหลักใจของชาวบ้าน ตลอดจนสงเคราะห์ผู้คนที่เดินทางมาหาใกล้ไกลด้วยสรรพเวทย์วิทยาคมที่ร่ำเรียนมา จนมาปีพ.ศ.2522 ได้มีผู้มีจิตศรัทธาได้ทำการถวายทีดินบริเวณพทุธมณฑลสาย2ให้กับท่าน แต่เนื่องด้วยท่านเห็นว่าอยู่ไกลจากวัดเทพพลมาก ท่านจึงได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนำชาวบ้านสร้างวัดขึ้นที่นั่น และตั้งชื่อว่า "วัดวิศิษฎ์บุญญาวาส"โดยเอาตำแหน่งพระครูวิศิษฎ์บุญญาคม ของอาจารย์ปู่สมัยนั้น มาตั้งเป็นชื่อวัดจนถึงปัจจุบันนี้

มาในปีพ.ศ.2526 ซึ่งปีนั้นท่านมีอายุได้ 59ปีแล้ว โยมมารดาของท่านได้เสียชีวิตลง เมื่อท่านได้ทราบข่าว เสียงหนึ่งที่เคยดังก้องในใจก็ได้เกิดขึ้น นั่นก็คือเสียงสัจจะวาจาที่ท่านได้เคยตั้งสัตย์อธิษฐานไว้ตอนจะบวชกับหลวงปู่นวล เอกองค์พระอาจารย์ท่าน อาจารย์ปู่ท่านเคยตั้งสัตย์ว่า "จะขอบวชจนสิ้นพ่อ สิ้นแม่" ท่านครุ่นคิดดูแล้ว ทางเลือกครั้งใหญ่สองทางนี้จะเลือกทางใด ระหว่างอยู่ในพระศาสนาเป้นเจ้าอาวาสที่มีชื่อเสียงต่อไป หรือสึกหาลาเพศออกไปเพื่อดูแลบุพการีที่ยังเหลืออยู่ในฐานะลูกที่ดีมีความกตัญญู

แล้วท่านก็ได้เลือกขอลาสิกขาออกไปเพื่อกลับไปดูแลบุพการีของท่านที่เหลือ การลาสึกของท่านครั้งนั้น ทำเอาลูกศิษย์ลูกหา ทั้งพระ ทั้งฆราวาสแตกตื่นตกใจกันเป็นจำนวนมาก แต่พอได้ทราบเหตุแท้จริง และทราบถึงความกตัญญูและสัจจะวาจาอันสูงยิ่งของท่านแล้วก็มิมีผู้ใดคัดค้าน โดยวันที่ท่านสึก ตามโบราณประเพณีจะต้องมีการทำน้ำมนต์รดอาบเพื่อความเป็นมงคล แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ารับเกียรตินั้น จนหลวงพ่อแป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม ที่อยู่ร่วมเป็นพยานในการสึกครั้งนั้นด้วยได้กล่าวกับอาจารย์ปู่ว่า ท่านรดน้ำมนต์เองเถิดในที่นี้คงไม่มีใครกล้าเป็นแน่ อาจารย์ปู่จึงได้คว่ำบาตรน้ำมนต์รดศรีษะตัวเองปิดตำนานในบุญผ้าเหลืองของท่าน...

ท่านอาจารย์ปู่บุญมาอรรถาธิบายถึงอิทธิคุณของปรอทธาตุที่ท่านนำมาผสมในพระเครื่องท่านที่เป็นเนื้อตะกั่วโดยท่านทำให้ดูและยังอธิบายเพิ่มเติมอีกหลายสิ่งแบบครูบาอาจารบ์ที่รู้จริง

พร้อมบอกว่าสายวิชาปรอทที่ปู่เรียนมานั้น สมัยนั้นยกครูเรียนวิชาด้วยเงินถึง700บาท ในขณะที่ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวราคาแค่ชามละ 5สตางค์ โดย1.สามารถเสกปรอทดับพิษให้ตาย 2.เสกให้ปรอทแข็งตัว

ท่านบอกปรอทนี้เป็นธาตุกายสิทธิ์ แม้นทำพระเครื่องก็ให้คุณไว ดังคำโบราณที่ว่าไวหยั่งกะปรอท

สาธุ กราบอาจารย์ปู่บุญมาที่ลูกเคารพยิ่ง